ศึกษาต่อต่างประเทศ : India

ศึกษาต่อต่างประเทศ : India




อินเดีย ถือเป็นแหล่งกำเนิดของการศึกษาขั้นสูงในระดับโลก นาลันทาศูนย์การศึกษาทางพระพุทธศาสนาก่อตั้งก่อนที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดและเคมบริดจ์จะเริ่มต้น นอกจากนี้การศึกษาแบบอินเดียยังได้รับอิทธิพลจากอังกฤษและผสมผสานปรัชญาดั้งเดิมทั้งแบบฮินดู พุทธ มุสลิมและแบบเปอร์เซียเข้าไว้ด้วยกัน โดยถูกถ่ายทอดจากอาจารย์ผ่านความเป็น "กูรู" จึงไม่แปลกนักที่ศิษย์เก่าต่างชาติอินเดียจำนวนมากจะได้รับการยอมรับ

การศึกษาในระดับประถมศึกษา
ใช้เวลา 8 ปี โดยแบ่งออกเป็นระดับประถมศึกษาตอนต้น 3 ปี (Standards I-III) ตอนกลาง 2 ปี (Standards IV-V) และตอนปลาย 3 ปี (Standards VI-VIII)

การศึกษาในระดับมัธยมศึกษา
มัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เวลา 2 ปี ผู้ที่ศึกษาจนจบปีที่ 10 (Standard X 8+2 ) จะได้รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลายต้องศึกษาต่อในโรงเรียนอีก 2 ปี (Standards XII 10+2) ตามหลักสูตรและระบบการวัดผลของคณะกรรมการกลางมัธยมศึกษา (Central Board of Secondary Education – CBSE) หรือ สภาวัดผลการศึกษาในโรงเรียนอินเดีย (Council for the Indian School Certificate Examinations – CISCE) หรือ International Baccalaureate (IB) หรือ ระบบ International General Certificate of Secondary Education (IG) เพื่อนำผลการศึกษาไปยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้นักเรียนจะได้สอบบอร์ดไหนขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนนั้นใช้ระบบอะไร

 

บอร์ดการศึกษาหลักในระดับมัธยมศึกษาของอินเดีย 5 ประเภท

1. Council for the Indian School Certificate Examinations (CISCE) หรือ สภาวัดผลการศึกษาในโรงเรียนอินเดีย เป็นคณะกรรมการเอกชน โรงเรียนในระบบ CISCE มีมาตรฐานการวัดผลการศึกษา 2 ระดับ คือ ICSE for class 10 และ ISC for class 12 จุดเด่น คือ นักเรียนสามารถเลือกสายวิชาได้ตั้งแต่ ม.3 ว่าจะเรียน สายวิทย์ สายพาณิชย์(ใกล้เคียงศิลป์คณิต) หรือ สายศิลป์(ใกล้เคียงศิลป์ภาษา)
ICSE: การสอบวัดผลในระดับ ม.4 CISCE เป็นผู้ดูแลการสอบและกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนเอาไว้ทั้งหมด
ISC: การสอบวัดผลในระดับเกรด 11 และ 12 นักเรียนจะต้องสอบบอร์ดตอนเกรด 12 ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นคะแนนที่มหาวิทยาลัยจะใช้พิจารณารับนักเรียนต่อไป

2. Central Board of Secondary Education (CBSE) หรือ คณะกรรมการกลางมัธยมศึกษาในอินเดีย ดูแลหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนในอินเดีย CBSE มีการสอบบอร์ดในระดับเกรด 10 และ 12 เช่นเดียวกัน ได้แก่ The All India Secondary School Examination for Class 10 และ The All India Senior School Certificate Examination for Class 12 หลังจากการสอบบอร์ดม.4 แล้วนักเรียนจะต้องเลือกสาย ซึ่งต่างจากระบบ CISCE ที่สามารถเลือกสายได้ตั้งแต่ ม.3 (บอร์ดนี้จะคล้ายการศึกษาในโรงเรียนสายสามัญในไทยที่สุด)

3. PUC (Pre-University College หรือ Junior College) หลักสูตร PUC (Pre-University College หรือ Junior College) เป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนดขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการ PUC ประจำรัฐนั้น ๆ เป็นผู้ควบคุม การเรียนการสอนจะรับเฉพาะนักเรียนเกรด 11 และ 12 หรือ ม.5 และ ม.6 เท่านั้น โดยแบ่งการเรียนออกเป็น 3 สายคือ สาย Science, Commerce และ Arts ซึ่งทั้ง 3 สายจะบังคับเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

4. IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) เป็นการสอบเพื่อรับรองคุณวุฒิของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ใช้ในโรงเรียนนานาชาติ

5. International Baccalaureate (IB) ก่อตั้งขึ้นโดย International Baccalaureate Organisation (IBO) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีที่ตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ หลักสูตรของ IB เป็นหลักสูตรสากล เน้นไปในด้านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการประยุกต์มากกว่าการเรียนรู้จากตำรา นักเรียนจะต้องมีการสอบวัดผล 2 ครั้งตอนเกรด 10 และ 12 เช่นเดียวกับ CISCE และ CBSE


การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยรัฐบาลจะมีการแข่งขันสูง ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยรัฐของไทย และมีราคาไม่แพง ส่วนมหาวิทลัยเอกชนจะมีค่าเล่าเรียนที่แพงกว่า แต่การสมัครนั้นทำได้ง่ายกว่า และการเรียนที่ไม่ยากเท่ามหาวิทยาลัยรัฐ อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยรัฐ(และวิทยาลัยในสังกัด) มีโควตาสำหรับชาวต่างชาติอยู่ ซึ่งเอกสารที่ใช้คือเกรด และ คะแนนสอบวัดระดับภาษา บางมหาวิทยาลัยอาจมีการจัดสอบเอง และบางมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะที่มีชื่อเสียงจะขอพิจารณาจากคะแนนสอบวัดระดับภาษา IELTS ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัครนักศึกษา ขั้นตอนการสมัครเรียนมหาวิทยาลัย (Admission) นั้นจะเปิดรับประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม โดยขึ้นอยู่กับเวลาการเปิด-ปิดภาคเรียน ทั้งนี้ เวลาเปิด-ปิด ภาคเรียนของแต่ละภูมิภาคของอินเดียอาจจะไม่ตรงกัน

ประเภทสถาบันอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย) ในอินเดีย สถาบันอุดมศึกษาในอินเดียแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1.Central University หรือ Union University คือ มหาวิทยาลัยที่จัดตั้งและบริหารโดยรัฐบาลกลาง โดยมี Act of Parliament อยู่ภายใต้การดูแลของกรมการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Department of Higher Education) กระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Ministry of Human Resource Development) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลด้านการศึกษาด้วย ส่วนใหญ่ Central University จะมีพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้งของคณะ สถาบัน และวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งมี Affiliated Colleges กระจายอยู่นอกพื้นที่มหาวิทยาลัยโดยรอบ เช่น มหาวิทยาลัยแห่งเดลี, มหาวิทยาลัยชวาหลาลเนห์รู, มหาวิทยาลัยวิศวภารตี, มหาวิทยาลัยแห่งอัลลาหบัด

2. State University คือ มหาวิทยาลัยที่จัดตั้งและบริหารโดยรัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละรัฐและดินแดนสหภาพ (states and union territories) ในอินเดีย ก่อตั้งโดยมีกฎหมายของรัฐบาลท้องถิ่นรองรับ (Provincial Act or a State Act) เช่น มหาวิทยาลัยแห่งกัลกัตตา, มหาวิทยาลัยปัญจาบ, มหาวิทยาลัยแห่งปูเณ่, มหาวิทยาลัยบังกาลอร์

3. Deemed University คือ สถาบันการศึกษาระดับสูงที่ไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัย แต่ได้รับสถานะเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยโดยการรับรองของกรมการศึกษา-ระดับอุดมศึกษา และคณะกรรมการเงินทุนมหาวิทยาลัย หรือ University Grants Commission (UGC) โดยมีชื่อเสียงด้านคุณภาพ หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น Deccan College, Jamia Hamdard, PEC University of Technology, Bharati Vidyapeeth

4. Institute of National Importance ได้รับการรับรองเป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดย รัฐบัญญัติ (Act of Parliament) ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทนำในการพัฒนาทักษะบุคคลในภูมิภาคหรือรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นพิเศษ โดยได้รับการรับรองและทุนอุดหนุนเป็นกรณีพิเศษ เช่น สถาบันในเครือ IIT , NIT , IIM

5. Private Universities หรือ มหาวิทยาลัยเอกชน ได้รับการรับรองจาก University Grants Commission (UGC) ให้ออกปริญญาบัตรแก่บัณฑิตที่จบการศึกษาได้ แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้มีวิทยาลัยในสังกัด เช่น มหาวิทยาลัยสิกขิมมานีปาล, มหาวิทยาลัยอามิตี, มหาวิทยาลัยชิตการา, มหาวิทยาลัยจันดิการ์, มหาวิทยาลัยโยธปุระ


ภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัย
ภาคเรียนที่ 1 ประมาณเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม
ภาคเรียนที่ 2 ประมาณเดือน มกราคม – พฤษภาคม

-ระดับปริญญาตรี (Bachelor Degree)
หลักสูตร 3 ปี เช่น B.A. , B.Sc., B.BA., B.Com, B.Voc แต่บางสาขาวิชา เช่น แพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ อาจจะเรียน 4-6 ปี
-ระดับปริญญาโท (Master Degree)
หลักสูตร 2 ปี ยกเว้นสาขาวิชาการศึกษา (M. Ed) และสาขาพละศึกษา (M.P. Ed) ซึ่งมีหลักสูตร 1 ปี ต่อจากระดับปริญญาตรี
-ระดับอนุปริญญาเอก (M.Phil) ระดับอนุปริญญาเอก เป็นการศึกษาในระดับก่อนเข้าปริญญาเอกใช้เวลา 1-2 ปี โดยขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาทั้งแบบ แบบ Course work และ Thesis โดยบางมหาวิทยาลัยได้กำหนดว่า ต้องให้นักศึกษาสำเร็จการศึกษาในระดับ M.Phil ก่อน จึงจะรับเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกได้
-ระดับปริญญาเอก (Ph.d) หลักสตูร 3-5 ปี สำหรับระบบการเรียนนนั้นขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยบางแห่ง กำหนดให้เรียน Course work และ Thesis แต่บางแห่งไม่ต้องเรียน Course work แต่เขียน Thesis เพียงอย่างเดียว


เอกสารที่ใช้ในการสมัครเรียน
-สำเนาเอกสารแสดงผลการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (Transcript) ออกให้โดยโรงเรียนที่สำเร็จการศึกษา ซึ่งต้องแสดงผลการศึกษาของทุกเทอม
-ใบรับรองการจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากทางโรงเรียนที่สำเร็จการศึกษา
-รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว ประมาณ 1 โหล
-หนังสือรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับรองว่าสถาบันการศึกษานั้นๆ มีอยู่จริงในประเทศไทย (*สำหรับกลุ่มโรงเรียนสาธิตขอได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา)
-ใบเทียบวุฒิซึ่งออกให้โดย Association of Indian University (A.I.U) เป็นเอกสารรับรองวุฒิการศึกษาและสถานภาพของสถานศึกษาของผู้สมัครว่าเทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาของอินเดีย และเพื่อรับรองว่าสถานศึกษาของผู้สมัครได้รับการรองรองอยู่ในรายชื่อมหาวิทยาลัยของ Association of Indian University *(สถาบันการศึกษาในอินเดียบางแห่ง อาจจะไม่ขอเอกสารนี้)
-สำเนาหนังสือเดินทาง
-ใบสำเนาปริญญาบัตร (สำหรับ ป.โท-เอก)
-Transcript จากมหาวิทยาลัย (สำหรับ ป.โท-เอก)
-บทคัดย่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ หรือ Research Proposal, Synopsis of Ph.D. Thesis (สำหรับผู้ที่สมัครในระดับปริญญาเอก)
**อย่างไรก็ตามเอกสารการสมัครเรียนของแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ เอกสารทุกฉบับต้องเป็นภาษาอังกฤษ และ ต้องนำไปประทับตรารับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล 


“ก่อน” เดินทางมาอินเดีย ต้องทำอะไรบ้าง
-หากเข้าประเทศมาโดยวีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa) เมื่อทางสถานศึกษาตอบรับแล้วจะต้องเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนประเภทวีซ่า
-สำหรับผู้ที่ศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ใช้วีซ่านักเรียน (Student Visa) สำหรับผู้ที่ศึกษาในระดับ M.Phil หรือ Ph.D.ใช้วีซ่าวิจัย (Research Visa)
-สำหรับผู้ที่ได้วีซ่านักเรียนแบบชั่วคราว (Provisional Student Visa) ซึ่งมีอายุ 3 เดือน สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียน (Student Visa) ที่อินเดียได้เมื่อสถาบันการศึกษานั้น ๆ ตอบรับให้เป็นนักศึกษาแล้ว
-มีเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการขอวีซ่า คือ หนังสือเดินทางเล่มจริง ที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป/สำเนาหนังสือเดินทาง 2ฉบับ/สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาใบสูติบัตร สำหรับนักเรียนที่อายุไม่เกิน15 ปี/สำเนาทะเบียนบ้าน/รูปถ่ายขนาดที่ใช้ทำหนังสือเดินทาง (2 x 2 นิ้ว และถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน พื้นหลังขาว)/จดหมายตอบรับการเข้าเป็นนักเรียนจากสถาบัน (Admission Letter)/แบบฟอร์มขอวีซ่า Visa Application Form ที่กรอกสมบูรณ์แล้ว สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย/ใบแสดงผลการเรียนของปีล่าสุด/สำเนาสมุดบัญชีธนาคารของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือ ผู้อุปการะ ย้อนหลัง 3 เดือน
-สำหรับวีซ่าทำวิจัย นอกจากจะต้องมีจดหมายตอบรับจากทางสถาบันแล้ว ยังต้องเตรียม บทคัดย่อของหัวข้อที่จะทำวิจัย และ จดหมายรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาการทำวิจัย

“หลัง” จากถึงอินเดียแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง
การลงทะเบียนกับสำนักงาน FRRO โดยทั่วไปชาวต่างชาติที่จะเข้ามาพำนักในอินเดียเกินกว่า 6 เดือน ต้องไปรายงานตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใน 14 วันหลังจากเข้าประเทศอินเดีย ทั้งนี้ สำนักงานจะตั้งอยู่ประจำเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอินเดีย ทำหน้าที่ดูแลการเข้ามาอาศัยในอินเดียของชาวต่างชาติ เช่น การลงทะเบียนเข้า/ออกเมือง และการขอต่ออายุวีซ่า เป็นต้น ชาวต่างชาติที่เข้ามาในอินเดียจะต้องกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://indianfrro.gov.in/frro แล้วแนบด้วยเอกสารสำคัญได้แกา สำเนาหนังสือเดินทางและวีซ่า 2 ฉบับ/รูปถ่าย 2 ใบ/ใบรับรองจากสถานศึกษา (Bonafide Certificate )/ Resident Proof หลักฐานแสดงการอยู่อาศัย/ ค่าธรรมเนียม 100 รูปี . จากนั้นเจ้าหน้าที่จะออกเอกสารที่เรียกว่า Residential Permit ให้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการ เข้าพำนักอย่างถูกกฎหมายและใช้ในการขอลงทะเบียนออกเมือง หรือ Exit Permit


ที่พักในอินเดีย
ที่พักอาศัยในอินเดีย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ที่พักของเอกชน และที่พักภายในสถานศึกษา สำหรับนักเรียนต่างชาติระดับมัธยมจำเป็นต้องอยู่หอของโรงเรียน ส่วนนักศึกษาต่างชาตินิยมเช่าห้องพักของเอกชน ที่พักของเอกชน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
– Paying Guest accommodation (PG) ลักษณะของ PG คือ การอยู่อาศัยในบ้านหลังเดียวกับเจ้าของบ้าน โดยเจ้าของบ้านจะแบ่งห้องให้เช่า ห้องละ 2-4 คน ใช้ห้องนํ้าห้องครัวร่วมกัน บางบ้านจะรับเฉพาะผู้หญิง หรือ ชาย
– Rental Room และ Independent Room คือ บ้านที่เจ้าของบ้านไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาเข้าออก หรือเลือกประเภทของผู้ที่จะมาพักอาศัย


จุดเด่นของประเทศอินเดีย

-การเรียนการสอนระบบอังกฤษ
-การใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
-ค่าใช้จ่ายไม่สูง
-เดินทางง่ายสะดวกสบาย
-มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย
-มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และ ไอที
-มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ



“ นอกเหนือไปจากการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการเรียนแล้ว องค์ความรู้ที่กว้างขวางยังถือข้อดีของการเรียนในประเทศอินเดียอีกด้วย อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่ทั้งขนาดและจำนวนประชากร ทางเลือกในการศึกษาหาความรู้จึงเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งทางด้านขนบประเพณีดั้งเดิมและ วิทยาการสมัยใหม่ นอกจากนี้ บรรยาการในการเรียนในอินเดีย ยังเต็มไปด้วยส่วนผสมระหว่างความเป็นระเบียบและความน่าตื่นเต้นอยู่เสมอๆ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นผู้เรียนได้ดี สื่อการเรียนการสอนมีราคาที่ไม่สูงนัก หนังสือมีราคาถูกและยังเต็มไปด้วยคุณภาพอีกด้วย ”


- Neya -
สาธิต มช. รุ่น30
มหาวิทยาลัยกลางแห่งราชสถาน

 

" อินเดียเป็นประเทศที่อาจมีภาพติดลบสำหรับคนไทย แต่อันที่จริงแล้วอินเดียไม่ได้มีความน่ากลัวเลย สมัยอยู่สาธิตฯ คิดว่าตัวเองเป็นคนที่เรื่องมากเลือกมากคนหนึ่ง ก็ไม่คิดว่าจะอยู่อินเดียได้ แต่หลังจากได้มาเรียนที่นี่ก็พบว่าอินเดียเป็นประเทศที่ amazing มากประเทศหนึ่งเลยทีเดียว นอกเหนือจากการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษแล้ว ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าครองชีพก็พอๆกับไทย และอาจถูกกว่าค่าครองชีพในกรุงเทพด้วยซ้ำ การเรียนส่วนใหญ่ที่เน้น self study ทำให้เรามีเวลาว่างสำหรับอ่านหนังสือ และ มีค่าขนมเหลือสำหรับออกไปท่องเที่ยวผจญภัยในสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งหิมะ ทุ่งหญ้า ป่าเขา ทะเลทราย หรือชายหาด อินเดียมีทุกอย่างที่รอให้เราไปค้นหาตลอดปี อาหารการกินนอกจากอาหารอินเดียแล้ว อาหารจีน อาหารฝรั่ง หรือ fastfood ก็มีอยู่ทั่วไป ยังมีสินค้าแบรนด์เนมราคาถูก และ สินค้าอาร์ตๆฮิปๆระดับพรีเมียมที่ทำให้ขาช็อปต้องติดใจเลยทีเดียว "


- Mei -
สาธิต มข. รุ่น40
S.D.College, มหาวิทยาลัยปัญจาบ