ศึกษาต่อต่างประเทศ : Japan

ศึกษาต่อต่างประเทศ : Japan

 


 

ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีมาตรฐานทางด้านการศึกษาในระดับสูง โดยระบบการศึกษาของประเทศได้รับต้นแบบมาจากระบบการศึกษาของหลาย ๆประเทศ อาทิเช่น ประเทศอังกฤษ, ฝรั่งเศส และอเมริกา

 

ในประเทศญี่ปุ่น การศึกษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เด็กญี่ปุ่นทุกคนต้องเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และถูกกำหนดให้ต้องผ่านการศึกษาภาคบังคับเป็นเวลา 9 ปี คือจบมัธยมศึกษาตอนต้น อย่างไรก็ตาม เด็กญี่ปุ่นมากกว่า 97% ศึกษาต่อจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

นับตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายที่จะรับนักศึกษาต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่าในศตวรรษที่ 21 จะรับนักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลกให้ได้ถึง 100,000 คน และด้วยนโยบายนี้เอง ทำให้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเร่งมือในการพัฒนาระบบการศึกษาและวางแผนการเพื่อแก้ปัญหา ลดอุปสรรค และให้ความช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติด้วยวิธีการต่าง ๆ

 

 

 

การศึกษาของญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกเป็นระดับต่างๆได้ดังนี้

 

– ระดับอนุบาล (Kindergarten / Yochien )- อายุต่ำกว่า 6 ปี


ถึงแม้ว่าการศึกษาในระดับอนุบาลจะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่การศึกษาในระดับนี้กลับมีจำนวนผู้เข้าเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นทำให้รัฐบาลตั้งเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพของการศึกษาระดับนี้มากขึ้น

 

 

 

– ระดับประถม (Elementary School / shogakkou)- 6-12 ปี


เริ่มตั้งแต่ผู้เรียนอายุ 6 ปี – 12 ปี ซึ่งการศึกษาในระดับนี้เป็นการศึกษาภาคบังคับสำหรับชาวญี่ปุ่น โดยโรงเรียนรัฐบาลจะมีการกำหนดยูนิฟอร์มให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และโรงเรียนส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนของรัฐ มีเพียงแค่ร้อยละ 5 เท่านั้นที่เป็นโรงเรียนเอกชน

 

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Lower Secondary School / chugakkou)- 12-15 ปี


เป็นระดับการศึกษาที่สำคัญต่อเด็กนักเรียน เพื่อเตรียมเข้าสู่การเรียนในระดับมัธยมปลาย เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ในชมรม, กิจกรรม และการเรียนของโรงเรียนเป็นหลัก

 

 

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Upper Secondary School / koutougakkou)- 15-18 ปี


การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นภาคการศึกษาไม่บังคับในประเทศญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตามร้อยละ 94 ของผู้เรียนที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจะเข้าเรียนต่อ

 

– ระดับมหาวิทยาลัย (University)- 18-20 หรือ 22 ปี


โดยการเรียนในระดับนี้นั้นจะต้องมีการสอบเข้า เช่นเดียวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศต่าง ๆ และนักเรียนที่จบจากโรงเรียนบางโรงเรียนจะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยระดับประเทศได้โดยตรง อาทิเช่น University of Tokyo แต่สำหรับนักเรียนที่ไม่อยากเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะเข้าวิทยาลัยเทคนิคเช่นเดียวกับระบบการศึกษาในประเทศไทย มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นจะกำหนดหลักสูตรและระยะเวลา ดังนี้ 
ระดับปริญญาตรีจะใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปี, 
ระดับปริญญาโท 2 ปี และ
ระดับปริญญาเอก 3 ปี

 

 

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะเริ่มภาคการศึกษาในเดือนเมษายนของแต่ละปี โดยจะแบ่งภาคการศึกษาเป็น ภาคการศึกษาที่ 1 (เดือนเมษายน-เดือนกันยายน) และภาคการศึกษาที่ 2 (เดือนกันยายน-เดือนมีนาคม) โดยระยะเวลาการรับสมัครโดยทั่วไปจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคมสำหรับการสมัครเรียนในเดือนเมษายนของปีถัดไป

 

 

" ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาอันดับต้นๆของโลก การมาเรียนที่ญี่ปุ่นนอกจากจะทำให้ได้รับการสอนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นด้วย แต่ถ้าถามถึงข้อเสีย? (ซึ่งอาจจะ bias ของผมเอง) คือคนญี่ปุ่นไม่พูดภาษาอังกฤษ ไม่แม้แต่จะพยายาม ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติใช้ชีวิตอย่างค่อนข้างยากลำบากหากไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นไม่มีความพอดี คนญี่ปุ่นถือเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีความสุดโต่งเป็นอย่างมากไม่ว่าจะทำอะไร เช่น การทำการทดลองก็จะทำแบบ non stop ข้ามวันข้ามคืน ข้าวปลาอาหารไม่กิน ทำให้สุขภาพเสีย เหตุผลนึงที่ทำอย่างนี้คือคนญี่ปุ่น(บางคน)ก็ดินพอกหางหมู ไม่ยอมทำตั้งแต่เนิ่นๆ และ ชาตินิยม ผมคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมสูงเป็นอันดับ1ของโลก ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะดี แต่นี่ก็เป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งของปัญหาการเหยียดชาติที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการเรียนนั้น เรียนที่ไหนไม่สำคัญเท่ากับความตั้งใจที่เราใช้ไปกับการเรียนครับ "

-Buddy-
สาธิต มช. รุ่น 40
Tsukuba University

 

การได้มาศึกษาต่อ ไม่ได้สำคัญตรงที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสบายขึ้น แต่สิ่งที่จะได้รับคือการที่เราต้องช่วยเหลือตนเอง ทั้งเรื่องการเรียน เรื่องชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังทำให้เรามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ต้องจัดการตัวเองว่าเวลาไหนควรทำอะไร และยังได้โอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เจอคนหลากหลายแบบ ที่ทำให้เราเข้าใจและพร้อมที่จะปรับตัวและพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้ประสบการณ์มากมาย รู้จักแก้ไขปัญหา และเรียนรู้คนในสังคมนั้นๆขึ้นอีกด้วย

- Pimmu -
สาธิต มช. รุ่น 42
APU,Beppu

 

 

 

 

___________________________________________________

 

 

STUDY IN JAPAN

 

The Japanese school system is often described as a 6-3-3-4 system, based on the number of years spent in each of the respective schools. In its current form, the school system dates back essentially to the early years of the post-war period. The education system is sub-divided into pre-school, elementary school, junior-high school, high school and university.

 

Pre-School

Attendance at pre-school falls outside compulsory schooling in Japan, although more than 90% of all children spend some time in one of the two pre-school types, yochi-en or hoiku-en. Hoiku-en look after children from two months of age; yochi-en accept children from three years of age. Children start learning hiragana, one of the two Japanese syllabic scripts, as early as in yochi-en.

 

Elementary School

Compulsory schooling begins as soon as a child reaches his or her sixth year, at which point the child will normally attend the local public elementary school. Elementary school lasts six years. The proportion of private elementary schools is less than one percent.

 

 

Junior-High School

Junior-high school lasts for three years. To enter a highly-regarded junior-high school, it is necessary to sit an entrance examination. As with elementary schools, however, the number of private junior-high schools are rather few. Generally most junior-high schools require their students to wear a uniform. Junior-high school finishes at the end of the ninth grade, when the child has reached the end of his or her fifteenth year, and at this point official compulsory schooling is completed.

 

High School

Although attendance at high school does not form part of compulsory education, approximately 97% of children attend the three-year high school. An entrance examination and tuition fees are obligatory, but the cost of the fee as well as the difficulty of the entrance examination vary widely according to the reputation of the school one wishes to attend. One quarter of school students go to private schools. Completion of high school is a formal requirement for university entrance, but there is no high-school completion examination. Apart from the high schools, which provide general education, there are also technical high schools which offer specific technical education rather than preparation for university.

 

 

 

University

Although the number of all school students who undertake a course of study after completing high school has been particularly high in recent years and is still above fifty percent, it is generally very difficult to gain admission to a Japanese university, and above all to a well respected one. The entrance examinations are especially difficult, and it is not uncommon for Japanese school students to devote all their time and effort to preparing for the examinations. Graduating from one of the famous universities, however, opens all kinds of career doors later. There are basically two types of university: those offering a four-year course, which concludes with a Bachelor’s degree and which then can then lead to a Master’s or a Doctorate course of study; and those offering a short course, which lasts just two years and provides quicker entry onto a career path. The short courses are overwhelmingly popular with women who do not wish to remain in the labour market for long as they expect to withdraw from their career early in order to build a home and bring up children.

 

Juku

An important part of the education system in Japan are the juku, often known as ‘cram schools’, which are completely unknown in Germany. These private institutions are supposed to complement the lessons in regular schools and especially to prepare for entrance examinations to the next level of school. One third of Japanese children as young as elementary school age are sent to these institutions by their parents. Their classes are often held late in the afternoon or evening, leaving children and young people with little free time.