ศึกษาต่อต่างประเทศ : U.S.A.

การศึกษาต่อต่างประเทศ : สหรัฐอเมริกา
 

 

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ชาวต่างชาตินิยมไปศึกษาต่อในทุกๆระดับ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในทุกๆด้าทั้งทางด้านเทคโนโลยีและศิลปศาสตร์ นอกจากนั้นแล้วมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกลำดับต้นๆหลายแห่งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

การศึกษาระดับประถมศึกษา และ มัธยมศึกษา

ก่อนที่นักศึกษาจะสามารถเข้าทำการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นสูง นักศึกษาจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก่อน ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมด 12 ปี คือเกรด1 ถึงเกรด12

 

โรงเรียนมัธยมศึกษาหรือ Secondary school มีสองระยะ คือ มัธยมศึกษาตอนต้น หรือ Junior High school และมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ High school และนักศึกษาจะได้รับใบประกาศนียบัตรก็ต่อเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลังจากนั้นนักศึกษาจึงสามารถสมัครเข้าทำการศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยได้

ภาคการศึกษา

ปฏิทินการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาจะเริ่มในเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายนและดำเนินการเรียนการสอนต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายน ปีการศึกษาของโรงเรียนหลายแห่งประกอบด้วยสองเทอม เรียกว่าระบบ Semesters (โรงเรียนบางแห่งมีสามเทอมต่อหนึ่งปีการศึกษาซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าระบบ Trimester) นอกจากนี้โรงเรียนบางแห่งได้รวมการเรียนการสอนภาคฤดูร้อนที่เป็นหลักสูตรวิชาเลือกไว้ด้วยกันจึงแบ่งหนึ่งปีการศึกษาออกเป็นสี่เทอม โดยทั่วไปแล้ว ถ้านักศึกษาไม่ได้ลงเรียนภาคฤดูร้อน หนึ่งปีการศึกษาก็จะแบ่งออกเป็นสองเทอม

 

ระดับปริญญาตรี

นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับนี้คือนักศึกษาผู้ที่ไม่เคยได้รับปริญญาตรีมาก่อน โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาทั้งหมดสี่ปีในการศึกษาในระดับปริญญาตรี นักศึกษาสามารถเลือกทำการศึกษาในระดับนี้ได้ที่วิทยาลัยชุมชน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยสี่ปี ในช่วงสองปีแรกของการศึกษาในระดับปริญญาตรี นักศึกษาจะต้องทำการศึกษาแบบกว้างไปก่อน เช่น วิชาวรรณคดี วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศาสตร์ วิชาศิลปศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ทั่วไปและมีพื้นฐานของหลาย ๆ วิชาก่อนที่จะทำการศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ มีนักศึกษาหลายคนเลือกศึกษาวิชาที่จำเป็นในวิทยาลัยชุมชนสองปีก่อนเพื่อได้รับอนุปริญญา (AA) แล้วจึงทำการโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยสี่ปี

Major คือ สาขาวิชา ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักศึกษาเลือกศึกษาในสาขาวิชาวารสารศาสตร์ นักศึกษาจะได้รับปริญญาวารสารศาสตร์บัณฑิตซึ่งนักศึกษาจะต้องลงเรียนวิชาหลายวิชาตามจำนวนที่ทางวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ก่อน เพื่อให้นักศึกษามีคุณสมบัติที่เพียงพอต่อการศึกษาขั้นต่อไปในสาขาวิชาเฉพาะ และนักศึกษาต้องทำการเลือกสาขาวิชาเฉพาะในต้นปีที่สามของการศึกษา

ระดับปริญญาโท

โดยทั่วไปแล้วหลักสูตรปริญญาโทเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย นักศึกษาต้องยื่นใบแสดงผลสอบ GRE (graduate record examination) พร้อมกับใบสมัคร นักศึกษาต้องยื่นใบแสดงผลสอบตามที่สาขาวิชาที่นักศึกษาได้เลือกไว้กำหนด ตัวอย่างเช่น สาขาวิชากฎหมายต้องยื่นผลสอบ LSAT สาขาวิชาธุรกิจต้องยื่นผลสอบ GRE หรือ GMAT และสำหรับสาขาวิชาแพทย์ต้องยื่นผลสอบ MCAT เป็นต้น นักศึกษาโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ1-2ปีในการศึกษาในระดับปริญญาโท ตัวอย่างเช่น สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือ MBA จะใช้เวลาทำการศึกษาประมาณสองปี และสำหรับสาขาวิชาอื่นในระดับปริญญาโท เช่น nสาขาวิชาวารสารศาสตร์ จะใช้เวลาทำการศึกษาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น การศึกษาส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องเรียนและนักศึกษาจะต้องทำการวิจัยค้นคว้า Master’s Thesis หรือ โปรเจคปริญญาโท Master’s project

ระดับปริญญาเอก

สถาบันหลายแห่งมองว่าการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทนั้นเป็นก้าวแรกของการที่จะได้รับปริญญาเอกหรือ PhD (doctorate) แต่ในสถาบันบางแห่งนักศึกษาสามารถทำการศึกษาเพื่อได้รับปริญญาเอกได้โดยที่ไม่ต้องมีปริญญาโท นักศึกษาอาจใช้เวลาทำการศึกษาทั้งหมดประมาณสามปีหรือมากกว่านั้น และสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติอาจใช้เวลาประมาณห้าหรือหกปีในการสำเร็จการศึกษาในระดับนี้ ในช่วงสองปีแรก นักศึกษาปริญญาเอกจะทำการศึกษาในห้องเรียนและห้องสัมมนา และใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งปีในการทำการวิจัยค้นคว้าและเขียนวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ของตนเอง ซึ่งต้องประกอบด้วยมุมมอง การออกแบบ หรือการวิจัยค้นคว้าที่ไม่เคยมีการตีพิมพ์มาก่อน ปริญญานิพนธ์ประกอบด้วยบทสนทนาและบทสรุปของนักศึกษาตามหัวข้อเรื่องที่กำหนดไว้ให้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับประสบการณ์และผ่านข้อทดสอบของหลักสูตรปริญญาเอก ผ่านการสัมภาษณ์เกี่ยวกับปริญญานิพนธ์ที่นักศึกษาได้เขียนไว้ และสุดท้ายได้รับวุฒิปริญญาเอก

ลักษณะเด่นของการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

ห้องเรียนมีหลายขนาดตั้งแต่ห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ที่มีนักศึกษาหลายร้อยคนเข้าเรียนไปจนถึงห้องเรียนขนาดเล็กและห้องสัมมนา บรรยากาศการศึกษาในห้องเรียนของชาวอเมริกันนั้น นักศึกษาจะต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โต้เถียงเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง มีส่วนร่วมในการสนทนา และนำเสนองานของตน ซึ่งนักศึกษาชาวต่างชาติส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นใจที่สุดของระบบการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจารย์ผู้สอนจะมอบหมายให้นักศึกษาทำรายงานและอ่านหนังสือทุกอาทิตย์ นักศึกษาจะต้องทำการบ้าน อ่านหนังสืออยู่ตลอดเพื่อที่จะสามารถทำความเข้าใจกับคำบรรยายและมีส่วนร่วมในการสนทนาในชั้นเรียนได้ และ ในบางครั้งนักศึกษาต้องเข้าใช้ห้องแลปในการศึกษาของบางหลักสูตรวิชาอีกด้วย


หน่วยกิต

หลักสูตรวิชาหนึ่งจะมีหน่วยกิตเป็นตัวเลขหนึ่งจำนวนหรือเป็นจำนวนชั่วโมง ส่วนใหญ่จะเป็นจำนวนชั่วโมงที่นักศึกษาทำการเรียนภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่หนึ่งหลักสูตรวิชาจะเท่ากับสามถึงห้าหน่วยกิต หลักสูตรเต็มเวลาในโรงเรียนส่วนใหญ่จะมี 12-15 หน่วยกิตชั่วโมง (สี่หรือห้าหลักสูตรวิชาต่อหนึ่งเทอม) และนักศึกษาต้องเข้าทำการศึกษาให้ได้จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดเพื่อสำเร็จการศึกษา นักศึกษาชาวต่างชาติต้องศึกษาในหลักสูตรเต็มเวลาเท่านั้น

การโอนย้าย

นักศึกษาที่ย้ายไปทำการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งใหม่สามารถโอนย้ายหน่วยกิตที่ได้จากมหาวิทยาลัยเดิมมาใช้ในที่ใหม่ได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงสามารถย้ายมหาวิทยาลัยและสำเร็จการศึกษาภายในเวลาที่เหมาะสมได้

ประเภทสถานศึกษา

1.มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยรัฐบาล สนับสนุนและบริหารโดยรัฐบาลของมลรัฐหรือรัฐบาลท้องถิ่นทุกหนึ่งของห้าสิบมลรัฐอย่างน้อยจะต้องมีมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐหนึ่งแห่งและวิทยาลัยอีกสองสามแห่งด้วยกัน และมหาวิยาลัยเหล่านี้จะถูกตั้งชื่อตามชื่อของรัฐนั้น ๆ หรือมีคำว่า “State” อยู่ในชื่อ

2.มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเอกชน บริหารโดยองค์กรเอกชน มีค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าและมีขนาดเล็กกว่ามหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของรัฐบาล มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งหมดเป็นของเอกชน ซึ่งสถาบันเหล่านี้เกือบทุกแห่งยอมรับนักศึกษาที่นับถือศาสนาอื่นเข้าเรียน และยังมีหลายสถาบันที่ยอมรับเฉพาะนักศึกษาที่นับถือศาสนาเดียวกันกับสถาบันเข้าเรียน

3. มหาวิทยาลัยชุมชน คือวิทยาลัยชุมชนสองปีที่นักศึกษาจะได้รับอนุปริญญาเมื่อสำเร็จการศึกษา และสามารถโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อได้ อีกทั้งมีหลักสูตรประกาศนียบัตรด้วย นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนส่วนใหญ่จะทำการโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเพื่อให้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เนื่องจากนักศึกษาสามารถใช้หน่วยกิตที่ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยชุมชนได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงใช้เวลาอีกสองปีหรือมากกว่าในการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้

4.สถาบันเทคโนโลยี ใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปีในการทำการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบางแห่งเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโท และบางแห่งเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น


 

จุดเด่นของสหรัฐอเมริกา

ผู้นำด้านเทคโนโลยี

แหล่งกำเนิดไอเดียใหม่ๆ

การศึกษาคุณภาพสูง

ดินแดนแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย

แหล่งสินค้าแบรนด์เนม

อาหารการกินแบบ Big Size

แหล่งรวมสถานที่เที่ยวอันโด่งดังของโลก

 

“ อเมริกาเป็นประเทศที่โดดเด่นในทุกๆด้าน ทั้งทางวิทยาศาสตร์ และ ศิลปศาสตร์ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอันดับต้นๆสำหรับคนไทยที่จะมาเรียนต่อต่างประเทศ มีระบบการศึกษาที่ดี ทำให้เรียนอย่างสนุกสนาน เรียนแล้วสนุก อ่านเพราะอยากรู้ แต่ละคาบไม่อัดจนเกินไป มีเสรีภาพทางความคิด ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และ อาจทำให้ผู้เรียนมี connection ในไทยน้อย ”


- รุ่งนภกร อินทนนท์ -
สาธิต มช. รุ่น 40
University of Kansas

 

" ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะดีกว่าที่ไทยหรือเปล่า แต่พอได้มาอยู่สักพักก็ทำให้เห็นว่า ความเท่าเทียมของคนมันมีอยู่จริง ทุกคนสามารถแสดงว่าเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรีตามกฎหมาย สภาพบ้านเมืองสงบเรียบร้อยน่าอยู่ ไม่มีการใช้เส้นสาย ทุกความสำเร็จเกิดจากความพยายามของเราเอง "

- นวการ เร่งสมบูรณ์ -
สาธิต มช. รุ่น 40

 

" การมาเรียนที่อเมริกามีข้อดีหลายๆอย่าง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่โดงดังหลายแห่ง เป็นประเทศที่มีความหลากหลาย ทำให้ได้เปิดโลกกว้าง ยังได้รู้จักการใช้ชีวิตเอง ฝึกทำอาหารไทยเองด้วย แต่อาจมีคอนเนกชันในการทำงานที่น้อยกว่าเรียนที่ไทย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยที่เรียน และเมืองที่อยู่ด้วยครับ " 

- กวิน แก้วเขียน -
สาธิต มช. รุ่น 40
Lindenwood University

 

 

_____________________________________________

 

 

 STUDYING IN USA

 

The American education system offers a rich field of choices for international students. There is such an array of schools, programs and locations that the choices may overwhelm students,even those from the U.S. As you begin your school search, it’s important to familiarize yourself with the American education system. Understanding the system will help you narrow your choices and develop your education plan.

ACADEMIC YEAR

The school calendar usually begins in August or September and continues through May or June. The academic year at many schools is composed of two terms called “semesters.” (Some schools use a three-term calendar known as the “trimester” system.)

PRIMARY AND SECONDARY SCHOOL

Prior to higher education, American students attend primary and secondary school for a combined total of 12 years. These years are referred to as the first through twelfth grades.

UNDERGRADUATE

A student who is attending a college or university and has not earned a bachelor’s degree, is studying at the undergraduate level. It typically takes about four years to earn a bachelor’s degree. You can either begin your studies in pursuit of a bachelor’s degree at a community college or a four-year university or college.

Your first two years of study you will generally be required to take a wide variety of classes in different subjects, commonly known as prerequisite courses: literature, science, the social sciences, the arts, history, and so forth. This is so you achieve a general knowledge, a foundation, of a variety of subjects prior to focusing on a specific field of study.

Master’s Degree

Presently, a college or university graduate with a bachelor’s degree may want to seriously think about graduate study in order to enter certain professions or advance their career. This degree is usually mandatory for higher-level positions in library science, engineering, behavioral health and education.

A graduate program is usually a division of a university or college. To gain admission, you will need to take the GRE (graduate record examination). Certain master’s programs require specific tests, such as the LSAT for law school, the GRE or GMAT for business school, and the MCAT for medical school. Graduate programs in pursuit of a master’s degree typically take one to two years to complete. For example, the MBA (master of business administration) is an extremely popular degree program that takes about two years. Other master’s programs, such as journalism, only take one year.

Doctorate Degree

Many graduate schools consider the attainment of a master’s degree the first step towards earning a PhD (doctorate). But at other schools, students may prepare directly for a doctorate without also earning a master’s degree. It may take three years or more to earn a PhD degree. For international students, it may take as long as five or six years. For the first two years of the program most doctoral candidates enroll in classes and seminars. At least another year is spent conducting firsthand research and writing a thesis or dissertation. This paper must contain views, designs, or research that have not been previously published.

A doctoral dissertation is a discussion and summary of the current scholarship on a given topic. Most U.S. universities awarding doctorates also require their candidates to have a reading knowledge of two foreign languages, to spend a required length of time “in residence,” to pass a qualifying examination that officially admits candidates to the PhD program, and to pass an oral examination on the same topic as the dissertation.

CHARACTERISTICS OF THE U.S. EDUCATION SYSTEM

Classes range from large lectures with several hundred students to smaller classes and seminars (discussion classes) with only a few students. The American university classroom atmosphere is very dynamic. You will be expected to share your opinion, argue your point, participate in class discussions and give presentations. International students find this one of the most surprising aspects of the American education system. Each week professors usually assign textbook and other readings. You will be expected to keep up-to- date with the required readings and homework so you can participate in class discussions and understand the lectures. Certain degree programs also require students to spend time in the laboratory.

Credits

Each course is worth a certain number of credits or credit hours. This number is roughly the same as the number of hours a student spends in class for that course each week. A course is typically worth three to five credits. A full-time program at most schools is 12 or 15 credit hours (four or five courses per term) and a certain number of credits must be fulfilled in order to graduate. International students are expected to enroll in a full-time program during each term.

Transfers

If a student enrolls at a new university before finishing a degree, generally most credits earned at the first school can be used to complete a degree at the new university. This means a student can transfer to another university and still graduate within a reasonable time.

Types of U.S. higher education

1. STATE COLLEGE OR UNIVERSITY : A state school is supported and run by a state or local government. Each of the 50 U.S. states operates at least one state university and possibly several state colleges. Many of these public universities schools have the name of the state .

2. PRIVATE COLLEGE OR UNIVERSITY : These schools are privately run as opposed to being run by a branch of the government. Tuition will usually be higher than state schools. Often, private U.S. universities and colleges are smaller in size than state schools. Religiously affiliated universities and colleges are private schools. Nearly all these schools welcome students of all religions and beliefs. Yet, there are a percentage of schools that prefer to admit students who hold similar religious beliefs as those in which the school was founded.

3. COMMUNITY COLLEGE : Community colleges are two-year colleges that award an associate’s degrees (transferable), as well as certifications. Community college graduates most commonly transfer to four-year colleges or universities to complete their degree. Because they can transfer the credits they earned while attending community college, they can complete their bachelor’s degree program in two or more additional years. Many also offer ESL or intensive English language programs, which will prepare students for university-level courses.

4. INSTITUTE OF TECHNOLOGY : An institute of technology is a school that provides at least four years of study in science and technology. Some have graduate programs, while others offer short- term courses.

 


 

Reference - https://studyusa.com